เกี่ยวกับงานประชุม

ความอยู่ดีมีสุขในสังคมไทย: ความฝันหรือความจริง

หลักการและเหตุผล

เป็นเวลานานเกือบ 5 ทศวรรษ ที่สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ยืนหยัดทำบทบาทสำคัญทางวิชาการให้กับสังคมไทย  กล่าวคือการศึกษาวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ในลักษณะสหวิทยาการด้านประชากรและสังคม  อีกทั้งนำเสนอความรู้และข้อค้นพบสำคัญๆ จากการศึกษาวิเคราะห์วิจัยต่อสังคมไทยและนานาชาติ   ความรู้เหล่านั้นได้เผยแพร่ไปทั้งในแวดวงวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย สื่อมวลชน และสาธารณชนทั่วไป สถาบันฯ มุ่งให้การทำบทบาททางวิชาการสอดคล้อง ตอบสนอง และเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และวัฒนธรรม ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับประเทศและในภูมิภาคต่างๆ ของโลก

สถาบันฯ เล็งเห็นความสำคัญของการถ่ายทอดข้อค้นพบและบทวิเคราะห์ต่าง ๆ ด้านประชากรและสังคม  จึงได้ริเริ่มจัดประชุมวิชาการระดับชาติ “ประชากรและสังคม” ขึ้นทุกปีติดต่อกันมาเป็นเวลา 14 ปี ทั้งนี้เพื่อให้เป็นเวทีที่นักวิชาการด้านประชากรและสังคมสามารถคืนความรู้สู่สังคมได้  โดยในทุกปีมีการเลือกสรรประเด็น (theme) การประชุมที่แตกต่างกันไป แต่สอดคล้องและทันกับสถานการณ์ของสังคมในขณะนั้น

การจัดประชุมวิชาการประจำปี 2561 นี้  สถาบันฯ  ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่อง “ความอยู่ดีมีสุข (Well-being)” ว่ามีความสำคัญต่อประเทศเป็นอย่างยิ่ง ในระดับชาติสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้นำแนวคิดเรื่องความอยู่ดีมีสุขของสังคมไทยมาเป็นเป้าหมายของการพัฒนาประเทศมาตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 โดยพัฒนาดัชนีความอยู่ดีมีสุขขึ้นใช้ควบคู่กับดัชนีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากเล็งเห็นว่าการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนต้องทำให้คนในประเทศมีความเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับความอยู่ดีมีสุขของคนในสังคมด้วย

ในระดับนานาชาติมีการให้ความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต ที่มองในมิติอื่นนอกเหนือจากด้านเศรษฐกิจเช่นกัน โดยผู้ที่มีอิทธิพลต่อความคิดเรื่องนี้ที่สำคัญคือ Amartya Sen นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล จากทฤษฎีเรื่อง Capability Approach ที่นำไปสู่การพัฒนาดัชนีการพัฒนามนุษย์ (Human Development Index) ของ UNDP ที่เพิ่มมิติด้านการศึกษาและสุขภาพนอกเหนือจากดัชนีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และได้พัฒนามาเป็นดัชนีความก้าวหน้าของคนในปี 2546 (Human Achievement Index) โดยพัฒนาดัชนีที่เหมาะกับประเทศไทย 8 ด้าน คือ 1) ด้านสุขภาพ 2) ด้านการศึกษา 3) ด้านชีวิตการงาน 4) ด้านรายได้ 5) ด้านที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม 6) ด้านชีวิตครอบครัวและชุมชน 7) ด้านการคมนาคมและการสื่อสาร และ 8) ด้านการมีส่วนร่วม และได้มีการพัฒนาตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ

จากความสำคัญของการพัฒนาความอยู่ดีมีสุขของคนในสังคมดังกล่าวข้างต้น  สถาบันฯ จึงได้นำเรื่อง“ความอยู่ดีมีสุข (Well-being)”มาเป็นประเด็น (theme) ของการจัดประชุมวิชาการประจำปี 2561 นี้ ในหัวข้อเรื่อง “ความอยู่ดีมีสุขในสังคมไทย : ความฝันหรือความจริง” “Well-being in Thailand : Dream or Reality?”

วัตถุประสงค์

1) เพื่อนำเสนอสถานการณ์ เรื่องความอยู่ดีมีสุข (Well-being) ในสังคมไทย
2) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ทัศนคติ และมุมมองเรื่องความอยู่ดีมีสุขในมิติต่างๆ
3) เพื่อสร้างเครือข่ายการทำงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องด้านความอยู่ดีมีสุข (Well-being)

ผู้เข้าประชุม

1) องค์กรเครือข่ายทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องด้านความอยู่ดีมีสุข (Well-being) 
2) คณาจารย์และนักวิชาการสถาบันการศึกษาต่างๆ
3) ผู้ทรงคุณวุฒิ  
4) นักศึกษาและผู้สนใจทั่วไป